เทคนิคการหาผู้รับจ้างก่อสร้าง
09 SEP 2019

Author: Sorakrit Punthumontree

ในงานก่อสร้างใดๆ ก็ตาม ฝ่ายที่มีหน้าที่นำแบบก่อสร้าง (Drawings) และรายการประกอบแบบ (Specifications) ไปดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามเป้าหมายของโครงการ คือ ผู้รับจ้างก่อสร้าง

แบบก่อสร้างและรายการประกอบแบบ ข้างต้น อาจเรียกได้ว่า เป็นกระดาษที่ระบุถึงสิ่งที่เจ้าของโครงการต้องการ เช่น รูปทรง ขนาด วัสดุ/อุปกรณ์ที่ใช้ ระบบต่างๆ ที่ต้องมี ฯลฯ 

แต่หากว่า ผู้รับจ้างที่คัดเลือกมาดำเนินงาน มีศักยภาพไม่เพียงพอ ที่จะดำเนินงานให้เป็นไปตามที่ระบุไว้ในกระดาษข้างต้น ก็มักจะทำให้งานเกิดปัญหาตามมาไม่มากก็น้อย และแต่ละปัญหาที่เกิดขึ้น การแก้ไข ก็มักจะหลีกเลี่ยงไม่พ้น ที่จะต้องกระทบต่อเป้าหมายของโครงการ ได้แก่ การแก้ไขงาน ทำให้กระทบต่อคุณภาพที่วางไว้ (Quality) นำมาซึ่งขอบเขตงานที่เพิ่มขึ้น (Scope) จึงต้องเพิ่มต้นทุน (Cost) ส่งผลให้ระยะเวลาก่อสร้างต้องถูกขยายออกไป (Time)

ดังนั้น การสรรหาผู้รับจ้างก่อสร้าง จึงเป็นงานที่ควรเอาใจใส่เป็นอย่างยิ่ง ซึ่งนอกจากจะทำให้งานมีปัญหาน้อยแล้ว ยังอาจทำให้ต้นทุนค่าก่อสร้างลดลงอย่างมีนัยสำคัญอีกด้วย

โดยทั่วไปแล้ว ผู้รับจ้างก่อสร้างในท้องตลาด หรือแม้แต่ฝ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในโครงการ มักจะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ตามสภาวะของการแข่งขัน ได้แก่


(Brand มีผลในการสร้างชื่อเสียง > ชื่อเสียงนำมาซึ่งความไว้วางใจ > ความไว้วางใจนำมาซึ่งข้อได้เปรียบ)

  • กลุ่มที่ Brand ติดตลาดอยู่แล้ว: การทำงานใดๆ ก็มักจะต้องรักษาชื่อเสียงของตน หรือเรียกได้ว่า ไม่ยอมให้เสียชื่อได้ง่ายๆ ดังนั้น งานจึงไม่ค่อยมีปัญหามากนัก  แต่ด้วย Brand ในกลุ่มนี้ มักจะมีต้นทุนคงที่สูง ประกอบกับมีอำนาจในการต่อรองราคากับเจ้าของโครงการระดับหนึ่ง จึงทำให้ราคาค่าก่อสร้าง มีแนวโน้มสูงกว่ากลุ่มอื่นๆ ซึ่งเป็นไปตามหลักของ Demand – Supply นั่นเอง
  • กลุ่มที่กำลังสร้าง Brand: กลุ่มนี้ หากเปรียบเทียบเป็นกราฟ ก็จะเป็นกราฟที่มีความชัน เนื่องจากกำลังมุ่งมั่นที่จะขยับตัวเองให้เป็นที่รู้จักในท้องตลาด ซึ่งแน่นอนว่า จะพยายามรักษาชื่อเสียงของตนเองไม่ให้เสียหายได้ง่ายๆ เช่นกัน แต่ด้วยกลุ่มนี้ ต้นทุนคงที่ยังมีไม่สูงนัก อีกทั้ง Brand ยังไม่ติดตลาดเท่าที่ควร จึงมีอำนาจในการต่อรองยังไม่สูงนัก ส่งผลให้ราคาค่าก่อสร้างต่ำกว่ากลุ่มแรก
  • กลุ่มที่ยังไม่สร้าง Brand: เนื่องจาก เป็นกลุ่มผู้รับจ้างที่พึ่งเข้าสู่วงการได้ไม่นานนัก หรือไม่นิยมในการสร้าง Brand (ทั้งนี้ ขึ้นกับวิสัยทัศน์ของเจ้าของบริษัทเป็นสำคัญ) ดังนั้น การทำงานจึงอาจยังไม่มีการวางระบบที่ชัดเจน อีกทั้งต้นทุนคงที่ยังอยู่ในระดับต่ำ ราคาจึงมีแนวโน้มต่ำกว่า 2 กลุ่มข้างต้น 

เจ้าของโครงการส่วนใหญ่ มักมองหากลุ่มที่สองมาร่วมพัฒนาโครงการ เพราะนอกจาก จะได้ราคาค่าก่อสร้างที่อยู่ในเกณฑ์ปานกลางแล้ว เจ้าของโครงการยังสามารถขจัดปัญหาด้านคุณภาพได้ระดับหนึ่ง เพราะกลุ่มนี้ มักให้ความสำคัญในชื่อเสียงของตน

ส่วนเทคนิคการหาผู้รับจ้างกลุ่มที่สองนี้ อาจใช้วิธีสำรวจ/ตรวจสอบโครงการที่กำลังก่อสร้างจริงตามสถานที่ต่างๆ หากสังเกตจากภายนอกแล้ว คาดว่าอยู่ในกลุ่มที่สอง (ส่วนหนึ่งดูได้จาก Brand Identity) จึงขอดูข้อมูลเพื่อตรวจสอบสมมติฐานขั้นแรก (หรือเรียกว่า Pre-Qualification เบื้องต้น) แต่การที่จะพิสูจน์สมมติฐานได้ ก็คือ การได้มีโอกาสร่วมงานกันนั่นเอง

อย่างไรก็ดี การหาผู้รับจ้างกลุ่มที่สองนี้ มีสิ่งที่ควรคำนึงถึง 2 ประการ คือ

  • ผู้รับจ้างกลุ่มนี้ อาจขยับเป็นกลุ่มที่ 1 หรือลดระดับเป็นกลุ่มที่ 3 ในระยะเวลาที่ผ่านไป ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์ของเจ้าของบริษัทเป็นสำคัญ
  • ด้วยความมุ่งมั่น ผลักดันให้บริษัทเติบโตติดตลาด อาจเกิดปัญหาเงินทุนหมุนเวียนไม่เพียงพอ ส่งผลให้ ในขณะที่ดำเนินโครงการ มีความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาตามมา เช่น ควบคุมผู้รับจ้างช่วงไม่ได้ ผู้จำหน่ายวัสดุไม่ส่งของตามกำหนด ฯลฯ ดังนั้น จึงไม่ควรละเลยในการตรวจสอบสถานะทางการเงินของผู้รับจ้างกลุ่มนี้ด้วย

โดยสรุปแล้ว ในการพัฒนาโครงการ อาจต้องใช้หลายกลยุทธ์ก็จริง แต่ในหลากหลายกลยุทธ์ที่นำมาใช้ อาจกล่าวได้ว่า มีเพียง 20% ของกลยุทธ์ที่นำมาใช้ ส่งผลต่อเป้าหมาย 80% หรือที่เรียกว่า กฎของพาเรโต้นั่นเอง ซึ่งแมคเคลเลอร์เชื่อว่า เทคนิคการหาผู้รับจ้างก่อสร้าง ที่กล่าวไว้ข้างต้นนี้ เป็นหนึ่งใน 20% นี้ด้วย


ติดตามหนังสือ "บันทึกแมคเคลเลอร์: เผยกลยุทธ์การลงทุนและบริหารการก่อสร้าง โครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์" ได้แล้ววันนี้ ที่ร้านซีเอ็ดบุ๊คเซ็นเตอร์ นายอินทร์ บีทูเอส ศูนย์หนังสือจุฬาฯ และร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ

ดูรายละเอียดได้ที่ >>> http://mckeller.co.th/th/knowledge-and-experience-/mckeller-book-1-1