ปัญหาที่เกิดจากการขาดผู้บริหารการก่อสร้าง
11 DEC 2017

ผู้เขียน: สรกฤตย์ พันธุมนตรี

ปัจจุบัน ความนิยมในการว่าจ้างผู้บริหารการก่อสร้างมาเป็นตัวแทนในการรักษาผลประโยชน์ที่ควรได้และปกป้องในสิ่งที่ไม่ควรเสียสำหรับการก่อสร้างโครงการใดๆ มีสูงขึ้นเป็นลำดับ เนื่องจากการพังทลายหรือการวิบัติของโครงสร้างต่างๆ มีข่าวให้เห็นอยู่เสมอ ในตอนนี้ จะได้กล่าวถึงสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว รวมถึงความจำเป็นในการควบคุมงานก่อสร้าง

ในการดำเนินธุรกิจใดๆ ก็ตาม ย่อมเป็นที่ทราบกันดีว่า ผลประโยชน์หลักที่แต่ละฝ่ายต้องการ ก็คือ ผลกำไรสูงสุดจากการลงทุน ซึ่งมาจากรายได้สูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ หักด้วย ค่าใช้จ่ายต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

การรับจ้างก่อสร้างก็เช่นกัน ผู้รับจ้างก่อสร้างย่อมมีความต้องการให้รายได้ค่าก่อสร้างของตนมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ (จึงเป็นเหตุที่ผู้ว่าจ้างจัดประมูลหรือประกวดราคา) และต้องการให้ค่าใช้จ่ายของตนต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งความต้องการประการสุดท้ายนี้เอง จึงเป็นที่มาของวิธีการประหยัดค่าใช้จ่าย 2 วิธี ได้แก่

1. ประหยัดค่าใช้จ่ายโดยถูกต้อง เช่น ใช้เหล็กเส้นให้เหลือเศษน้อยที่สุด หรือเข้าแบบหล่อให้ได้ระยะพอดี เพื่อควบคุมการใช้ปริมาณคอนกรีตให้น้อยที่สุด หรือควบคุมปริมาณการใช้น้ำยาทาแบบให้น้อยที่สุด โดยทาให้มีความบางพอเหมาะ

2. ประหยัดค่าใช้จ่ายโดยไม่ถูกต้อง เช่น ใช้วัสดุ/อุปกรณ์ที่มีคุณภาพต่ำกว่าที่กำหนดไว้ (Material) หรือใช้แรงงานที่ขาดความชำนาญ (Man) หรือใช้เครื่องจักรที่ขาดใบรับรอง (Machine) เร่งรัดงานก่อสร้างผิดหลักวิชาการ (Method)

อย่างไรก็ดี แม้ว่าการประหยัดค่าใช้จ่ายในข้อที่ 1 จะมีแนวคิดที่ถูกต้องก็ตาม แต่หากไม่ได้รับการควบคุมที่ดี ก็อาจสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้งานก่อสร้างไม่เป็นไปตามหลักวิชาการหรือข้อกำหนดของการออกแบบ เช่น หน้าตัดของชิ้นงานเล็กกว่าที่กำหนดไว้ หรือชิ้นงานติดแบบหล่อจากการใช้น้ำยาทาแบบน้อยเกินไป จนทำให้ต้องมีการซ่อมแซมผิวตามมา ส่งผลให้ความทนทานถูกบั่นทอนลงไป

ส่วนการประหยัดค่าใช้จ่ายในข้อที่ 2 นั้น อาจเกิดขึ้นได้กับผู้รับจ้างก่อสร้างบางราย หากไม่ได้มีการควบคุมแล้ว ย่อมสร้างความเสียหายต่อเป้าหมายของโครงการ ได้แก่ Time, Cost, Quality และ Scope ดังที่ได้กล่าวแล้ว

ผู้บริหารการก่อสร้างจึงเข้ามามีบทบาท เพื่อควบคุมมิให้เกิดปัญหาทั้ง 2 ข้อข้างต้น หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า ผู้บริหารการก่อสร้างทำหน้าที่รักษาผลประโยชน์ให้เจ้าของโครงการนั่นเอง

ในหลายโครงการที่ขาดผู้บริหารการก่อสร้าง จึงเกิดปัญหาตามมา เช่น

1. มีการใช้วัสดุที่มีคุณสมบัติต่ำกว่าข้อกำหนดของผู้ออกแบบ เช่น

มีการใช้เหล็กชั้นมาตรฐานต่ำกว่าที่ผู้ออกแบบได้กำหนดไว้ เช่น แบบก่อสร้างกำหนดให้ใช้เหล็ก SD40 หากแต่มีการใช้เหล็ก SD30 ซึ่งมีราคาถูกกว่าและรับน้ำหนักได้น้อยกว่า

มีการใช้คอนกรีตที่มีกำลังอัดต่ำกว่าที่ผู้ออกแบบได้กำหนดไว้ ซึ่งผู้ออกแบบสามารถกำหนดกำลังอัดของคอนกรีตได้ 2 ประเภทหลัก คือ กำลังอัดแบบตัวอย่างทรงกระบอก (Cylinder) และกำลังอัดแบบตัวอย่างทรงลูกบาศก์ (Cube) เช่น ในสัญญาจ้างก่อสร้างระบุไว้ว่า คอนกรีตต้องมีกำลังอัด 240 ksc แบบทรงกระบอก แต่ในการก่อสร้างจริงเกิดความผิดพลาดขึ้น โดยมีการนำคอนกรีตที่มีกำลังอัด 240 ksc จริง แต่เป็นทรงลูกบาศก์ ซึ่งราคาและการรับน้ำหนักแตกต่างกันมาใช้ อาจส่งผลให้โครงสร้างเกิดการวิบัติตามมา

ตัวอย่างคอนกรีตทรงกระบอกและทรงลูกบาศก์

มีการใช้แผ่น Metal Sheet มุงหลังคาโรงงานหรือหลังคาอาคารต่างๆมีความหนาน้อยกว่าที่กำหนดไว้ เช่น ในสัญญาระบุว่า ใช้ Metal Sheet ที่มีความหนา 0.47 มม. แต่ในการก่อสร้างจริง มีการนำ Metal Sheet ที่มีความบางกว่ามาใช้ ซึ่งมีความทนทานต่อสภาวะแวดล้อมน้อยกว่า

2. มีการเร่งรัดงานก่อสร้างผิดหลักวิชาการ เช่น เทคอนกรีตของพื้นแต่ละชั้นกองทับถมกัน มิได้กระจายมวลคอนกรีตให้ออกเป็นบริเวณกว้างเพื่อเฉลี่ยน้ำหนัก เนื่องจากเป็นการสะดวกและประหยัดเวลาในการทำงานมากกว่า เป็นเหตุให้จุดค้ำยันใต้ท้องพื้นเกิดการวิบัติ เนื่องจากไม่สามารถรับน้ำหนักได้ ส่งผลให้โครงสร้างเกิดการพังทลายตามมา

การเทคอนกรีตจะต้องกระจายมวลของคอนกรีตออก เพื่อมิให้น้ำหนักถ่ายลงจุดใดจุดหนึ่งมากจนเกินไป

3. มีการนำเหล็กโครงสร้างที่เกิดสนิมขุม (Pitting Corrosion) มาใช้ซึ่งเป็นเหล็กที่ไม่มีคุณภาพเพียงพอในการนำมาใช้งาน เนื่องจากเหล็กอาจเกิดการรูดตัวในขณะรับแรง  เพราะไม่สามารถยึดเกาะกับคอนกรีต (Bonding) ได้ตามที่ออกแบบไว้ ส่งผลให้ Safety Factor ที่ผู้ออกแบบกำหนดไว้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และสุ่มเสี่ยงต่อการพังทลายของโครงสร้างในอนาคต

สนิมขุมที่เกิดขึ้นกับเหล็กเสริมคอนกรีต

4. มีการวางเหล็กเสริมคอนกรีตผิดตำแหน่ง ส่งผลให้โครงสร้างไม่สามารถรับน้ำหนักได้ ตามที่ผู้ออกแบบได้กำหนดไว้

เหล็กเสริมคอนกรีตวางผิดตำแหน่ง

5. มิได้มีการตรวจสอบรอยเชื่อมของเหล็กรูปพรรณ เช่น โครงถัก (Truss) หากรอยเชื่อมเกิดความไม่สมบูรณ์ จะทำให้โครงสร้างไม่สามารถรับน้ำหนักได้ตามที่วิศวกรได้ออกแบบไว้ ส่งผลให้ สุ่มเสี่ยงต่อการพังทลายขององค์อาคารที่เชื่อมต่อกับโครงถักดังกล่าว

การตรวจสอบรอยเชื่อมว่ามีความสมบูรณ์หรือไม่นั้น อาจตรวจสอบเบื้องต้น โดยใช้วิธีทดสอบด้วยสารแทรกซึม (Penetrant Testing Method) หากรอยเชื่อมมีความไม่สมบูรณ์ ก็จะแสดงผลให้เห็น

การทดสอบความสมบูรณ์ของรอยเชื่อมด้วยสารแทรกซึม

6. มีปัญหาเกิดขึ้นในช่วงของการใช้งานอาคาร หากการก่อสร้างดำเนินงานไม่เป็นไปตามแบบ ข้อกำหนด และหลักวิชาการ โดยปัญหาต่างๆจะปรากฎหลังจากอาคารถูกใช้งานไประยะหนึ่ง เช่น การปูกระเบื้อง หากทำการปูกระเบื้องโดยไม่ได้ปรับระดับปูนทรายให้เต็มแผ่น เกิดการกลวงขึ้นภายใน ผลที่สุดแล้ว ในช่วงระยะเวลาการใช้งาน หากกระเบื้องได้รับการกระทบจากขาโต๊ะหรือของแข็งต่างๆ ก็จะทำให้เกิดรอยแตกร้าวเสียหายตามมา

ความเสียหายจากการเกิดโพรงอากาศภายใต้กระเบื้อง

7. เหล็กเสริมภายในโครงสร้าง มีระยะหุ้ม (Covering) ไม่เพียงพอ จนทำให้เกิดสนิม ดันผิวคอนกรีตแตกออกมา ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเพื่อซ่อมแซมแก้ไข และยังลดอายุการใช้งานของโครงสร้างลงอีกด้วย

เหล็กเสริมคอนกรีตที่ขาดระยะหุ้มที่เพียงพอ 

โดยปกติ ชิ้นส่วนคอนกรีตเสริมเหล็ก เหล็กเสริมจะต้องมีระยะห่างจากผิวคอนกรีตประมาณ 3-4 เซนติเมตร สำหรับชิ้นส่วนที่ไม่สัมผัสดิน เพื่อป้องกันไม่ให้อากาศและความชื้นเข้าไปสัมผัสเหล็กจนเกิดสนิมได้ โดยก่อนเทคอนกรีต จะต้องทำการตรวจสอบระยะหุ้มดังกล่าวให้ถูกต้องตามข้อกำหนด จึงจะสามารถเทคอนกรีตได้

8. คัดเลือกผู้รับจ้างก่อสร้างที่ขาดศักยภาพในการก่อสร้างมาดำเนินงาน ทำให้เกิดปัญหาต่างๆตามมา เพราะเหตุว่า โดยปกติ ผู้บริหารการก่อสร้าง จะสามารถสรรหาผู้รับจ้างก่อสร้างที่มีศักยภาพได้ง่ายกว่าเจ้าของโครงการ เนื่องจากเคยเห็นผลงานการก่อสร้างจากการร่วมงานกันในโครงการต่างๆที่ผ่านมา และผู้รับจ้างก่อสร้างจะให้ความร่วมมือในการเข้าร่วมประมูล เนื่องจาก หากปฏิเสธก็อาจไม่ได้รับการเชิญให้เข้าร่วมประมูลงานในโครงการต่อๆไป

9. ร่างสัญญาจ้างก่อสร้างขาดความสมบูรณ์เพียงพอ ทำให้หลังจากที่นำไปบังคับใช้แล้ว เกิดปัญหาตามมา

โดยสรุป ประเด็นปัญหาที่แมคเคลเลอร์ได้นำมาแสดงข้างต้นนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ทั่วไปกับโครงการก่อสร้างทุกประเภท ทั้งนี้ ยังไม่รวมถึงปัญหาที่เกิดขึ้นแตกต่างกันในอสังหาริมทรัพย์แต่ละประเภท

ดังนั้น หากขาดการป้องกันปัญหาเหล่านี้ ก็ย่อมพบกับความเสี่ยงต่างๆจากความผิดปกติของอาคารตามมา เช่น เกิดการพังทลาย วัสดุ/อุปกรณ์ไม่เป็นไปข้อตกลงในสัญญา งานก่อสร้างที่ไม่เป็นไปตามแบบ อัตราส่วนความปลอดภัยที่ลดลง หรืออาคารเกิดการเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ ในขณะที่เจ้าของโครงการต้องชำระค่าจ้างก่อสร้างตามปกติ

บทความที่นำเสนอนี้ คัดลอกมาจากหนังสือ " บันทึกแมคเคลเลอร์ : เผยกลยุทธ์การลงทุนและบริหารการก่อสร้าง โครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ " ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถติดตามเป็นเจ้าของได้ที่แผงหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ