พิธีกรรมที่นิยมใช้ช่วงเริ่มงานก่อสร้าง
17 JUN 2020

Author: sorakrit punthumontree

โดยปกติแล้ว ที่ดินที่จะนำมาก่อสร้างโครงการใดๆ ก็ตาม มักติดกับเพื่อนบ้านที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น มาเป็นระยะเวลาพอสมควร กิจกรรมในช่วงระหว่างการก่อสร้าง จึงอาจสร้างผลกระทบต่อเพื่อนบ้านไม่มากก็น้อย เช่น มีเสียงดัง เกิดฝุ่นละออง ความสกปรก แรงสั่นสะเทือน กลิ่นอันไม่พึงประสงค์ หรือเกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของเพื่อนบ้าน  

ดังนั้น เป็นเหตุให้ ก่อนที่จะเริ่มงานก่อสร้างใดๆ ผู้บริหารหน่วยงานก่อสร้างควรเข้าไปแนะนำตัว สร้างมิตรภาพให้เกิดขึ้น ตลอดจนขออภัยไว้ล่วงหน้า กรณีเกิดเหตุการณ์ต่างๆ ดังที่กล่าวมา พร้อมทั้งให้ข้อมูลสำหรับการติดต่อไว้ด้วย  

ต่อมา หากมีปัญหาเกิดขึ้น เพื่อนบ้านจะติดต่อมายังเราก่อน ที่จะไปร้องเรียนต่อหน่วยงานราชการที่รับผิดชอบ และด้วยมิตรภาพที่ได้สร้างไว้ เรื่องใหญ่ก็อาจกลายเป็นเรื่องเล็ก

อย่างไรก็ดี นอกจากเพื่อนบ้านซึ่งเป็นสิ่งที่มองเห็นแล้ว ตามวัฒนธรรมประเพณีของชาวไทยเรา ยังมีความเชื่อว่าในที่แห่งหนึ่ง ย่อมมีสิ่งที่มองไม่เห็นปกปักรักษา หรืออาศัยมาก่อน หรือแม้กระทั่งเป็นเจ้าของเดิมในที่แห่งนั้น กิจกรรมในการก่อสร้างก็อาจรบกวนท่านได้ ไม่ต่างจากเพื่อนบ้าน ดังนั้น จึงควรทำการขออนุญาต ขมาลาโทษ ตลอดจนถือโอกาสขอพร ให้โครงการหรือธุรกิจประสบความสำเร็จ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของพิธีกรรมการบวงสรวงต่างๆ ในการก่อสร้าง

พิธีกรรมต่างๆ อาจมีจำนวนมากน้อย หรือมีรายละเอียดแตกต่างกันไปตามความเชื่อและความศรัทธาของเจ้าของโครงการ รวมถึงตำราที่ผู้ประกอบพิธีแต่ละท่านยึดถือ แต่เมื่อประมวลพิธีกรรมซึ่งเป็นที่นิยมใช้กันในช่วงเริ่มงานก่อสร้าง มักพบเห็นกันใน 4 รูปแบบ ได้แก่ พิธีลงเสาเข็มต้นแรก พิธียกเสาเอก พิธีก่อฤกษ์ และพิธีวางศิลาฤกษ์ ซึ่งทั้ง 4 พิธีนี้ เกิดมาจากหลักของโบราณกาลอันเดียวกัน คือ ตามตำราโบราณกล่าวไว้ว่า “พื้นดินที่เราอาศัยอยู่นี้ตั้งอยู่เหนือนาคพิภพ อยู่ในความอารักขาของพญานาคเป็นสำคัญ ส่วนพระภูมิเจ้าที่นั้น เป็นผู้อารักขาพื้นที่บนดิน ดังนั้น หากจะทำอะไรที่เป็นการกระทบกระเทือนส่วนใด ก็ควรขออนุญาตและขมาลาโทษสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ดูแลอารักขาไว้ด้วย”

แต่เนื่องจากการก่อสร้างในสมัยโบราณ แตกต่างจากสมัยนี้ กล่าวคือ เมื่อก่อนไม่มีการลงเสาเข็มเหมือนในปัจจุบัน ด้วยอาคารส่วนใหญ่ก็เป็นไปเพื่อการพักอาศัย ทำมาจากไม้ มีน้ำหนักที่ใช้งานไม่มาก ตลอดจนเทคโนโลยีก็ไม่ทันสมัยเหมือนยุคนี้ ดังนั้น จุดเริ่มต้นในการกระทบกระเทือนต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อารักขาใต้ดิน จึงเป็นเวลาเริ่มขุดดินทำฐานรากเพื่อตั้งเสา และจุดเริ่มกระทบกระเทือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อารักขาเหนือดิน คือ เวลาเริ่มตั้งเสาต้นแรก (เสาเอก) เป็นเหตุให้สมัยก่อนจะเคร่งครัดใน 2 พิธี คือ พิธีขอขมาลาโทษต่อพญานาคก่อนการขุดดิน และพิธีกรรมยกเสาเอก

ส่วนยุคสมัยนี้ เทคโนโลยีมีความก้าวหน้า น้ำหนักของสิ่งก่อสร้างต่างๆ ทั้งน้ำหนักที่ใช้งาน รวมกันแล้วมีน้ำหนักมาก จึงจำเป็นต้องลงเสาเข็มก่อนที่จะทำการขุดดิน (เว้นแต่มีการทำชั้นใต้ดิน ถึงจะต้องขุดดินก่อน) ดังนั้น จุดเริ่มกระทบกระเทือนต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อารักขาใต้ดิน จึงเป็นเวลาเริ่มลงเสาเข็มต้นแรก ส่วนจุดเริ่มกระทบกระเทือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อารักขาเหนือดิน ปัจจุบันมีการดัดแปลงถือเอาเวลาแตกต่างกัน 3 กรณี ดังต่อไปนี้

  • ถ้าเป็นการก่อสร้างบ้านเรือน: ก็ยังคงถือเอาเวลาที่เริ่มตั้งเสาต้นแรกเช่นเดิม ต่างก็แต่ว่า สมัยปัจจุบันจะใช้เวลายกโครงเหล็กของเสาเอกเป็นสำคัญ ยกเว้นเสาคอนกรีตที่ใช้เป็นเสาหล่อสำเร็จรูป ก็อาจถือเอาเวลายกเสาได้ เมื่อเป็นดังนี้ ก็หมายความว่า ปัจจุบัน เมื่อมีการก่อสร้างบ้านเรือน ก็ยังคงนิยมประกอบพิธียกเสาเอกเช่นแต่ครั้งโบราณกาล
  • ถ้าเป็นอาคารขนาดใหญ่: เสาที่ใช้ก็ย่อมมีขนาดใหญ่ไปด้วย ถ้าจะถือเอาเวลายกเสาเช่นบ้านเรือนทั่วไป แม้ว่าจะยกเพียงโครงเหล็กก็ตาม ก็ยังมีน้ำหนักไม่น้อยและขัดข้องไม่สะดวกเท่าที่ควร และด้วยเวลาเร่งรัดที่ต้องทำให้ทันฤกษ์ยาม ก็อาจก่อให้เกิดอันตรายตามมา ดังนั้น จึงนิยมถือเอาเวลาก่อฤกษ์ (ถ้าเป็นพิธีหลวง เรียกว่า ก่อพระฤกษ์) ซึ่งเป็นเวลาเตรียมพื้นหลุมของเสาเอกเป็นสำคัญ จึงเกิดเป็นพิธีก่อฤกษ์หรือก่อพระฤกษ์ขึ้นมา
  • ถ้าเป็นอาคารสาธารณะที่มีขนาดใหญ่: เช่น ที่ทำการของภาครัฐ ในขั้นตอนการก่อฤกษ์ จะมีการวางแผ่นหินที่จารึกดวงฤกษ์ลงไป พร้อมทั้งบันทึกจดหมายเหตุหรือคำปณิธานในการจัดสร้าง และบางแห่งอาจมีการใส่เงินตราที่ใช้ลงไปด้วย ทั้งนี้ ก็เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ทราบถึงประวัติที่มาของอาคารสถานที่นั้นๆ จึงเกิดเป็นพิธีวางศิลาฤกษ์ขึ้นมา

โดยพิธียกเสาเอก ก่อฤกษ์ และวางศิลาฤกษ์ จะมีขั้นตอนที่คล้ายคลึงกัน (เข้าใจว่า 2 พิธีสุดท้ายดัดแปลงมาจากพิธียกเสาเอก เพื่อให้สอดคล้องกับยุคสมัย เพียงแต่ยึดเวลาที่ใช้นำไปหาฤกษ์แตกต่างกัน) โดยจะต้องมีการเตรียมหลุมของเสาเอก มีการใช้เข็มพิธี 9 ต้น ทำมาจากไม้มงคล 9 ชนิด ตอกตามลำดับลงไป และใช้แผ่นอิฐมงคลอีก 9 แผ่น ก่อลงไปในหลุม แต่หากเป็นพิธีวางศิลาฤกษ์ ก็จะมีการวางแผ่นศิลาฤกษ์ทับลงไปอีกด้วย

หมายเหตุ: บางตำราระบุว่า ถ้ามีการใช้เข็มพิธีแล้ว ก็ไม่ต้องมีพิธีลงเสาเข็มต้นแรก เพราะได้ใช้เข็มพิธีเป็นเคล็ดแทนแล้ว (ถ้าเป็นทางตะวันตก ถือว่ายึดหลักการของ Law of Similarity ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Sympathetic Magic) แต่บางตำราก็ระบุว่า ควรทำทั้งสองพิธี เนื่องจากมีจุดประสงค์แตกต่างกัน จึงขึ้นอยู่กับเจ้าของโครงการจะพิจารณา หรือเจ้าพิธีกรรมจะกำหนด

เข็มพิธีทำจากไม้มงคล 9 ชนิด

อย่างไรก็ดี ด้วยเหตุที่การประกอบทั้งพิธีเพื่อขอขมาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อารักขาใต้ดิน และพิธีขอขมาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อารักขาเหนือดิน อาจส่งผลให้งานก่อสร้างเสี่ยงต่อความล่าช้าไปจากเป้าหมาย เพราะแต่ละพิธีย่อมต้องมีการรอฤกษ์ยาม ซึ่งเปรียบเสมือนช่วงเวลาหรือจังหวะที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ดีถึงดีที่สุด ในสมัยก่อนการรอฤกษ์ คงมิได้เป็นปัญหาเท่าใดนัก เพราะต้นทุนที่สัมพันธ์กับเวลาที่เสียไป ต่ำกว่าในยุคสมัยนี้มาก ทั้งการใช้งานส่วนใหญ่ก็เป็นไปเพื่ออยู่อาศัยเป็นหลัก ดังนั้น เมื่อยุคปัจจุบัน เวลามีค่าสูงเช่นนี้ ผู้ประกอบการหลายรายจึงมักเลือกเพียงพิธีใดพิธีหนึ่ง และบวงสรวงขอขมาร่วมกันไปทีเดียว แต่บางรายก็เคร่งครัดในการทำทั้ง 2 พิธีตามหลักที่โบราณกาลได้วางไว้

ทั้งนี้ หากจะกล่าวถึงผลกระทบต่องานก่อสร้าง ที่อาจเกิดขึ้นจากการเลือกใช้พิธีกรรมข้างต้น สามารถอธิบายได้เบื้องต้น ดังนี้

-   พิธีกรรมลงเสาเข็มต้นแรก

พิธีนี้อาจส่งผลกระทบต่องานก่อสร้างไม่มากเท่าใดนัก เนื่องจากงานหลักหลายส่วนยังไม่ได้เริ่มดำเนินการ ผู้รับจ้างก่อสร้างจึงยังไม่ได้จัดแรงงานเข้ามาเต็มกำลัง เพียงแต่รอการระบุตำแหน่งของเสาเข็มที่จะทำการลงเป็นต้นแรก และฤกษ์จากพราหมณ์ หลังจากนั้น จึงลงเสาเข็มตามฤกษ์ที่กำหนดไว้ และดำเนินการก่อสร้างต่อไป

เสาเข็มที่ผ่านการทำพิธี ก่อนทำการตอกตามฤกษ์ที่กำหนดไว้

-   พิธียกเสาเอก / ก่อฤกษ์ / วางศิลาฤกษ์

พิธีนี้มีความเสี่ยงที่จะกระทบต่องานก่อสร้างได้มากกว่าพิธีลงเสาเข็มต้นแรก เนื่องจากปกติการยกเสาเอกหรือก่อฤกษ์หรือวางศิลาฤกษ์นั้น งานก่อสร้างได้ดำเนินการไปแล้วระดับหนึ่ง เช่น มีการลงเสาเข็มไปแล้ว ดังนั้น แรงงานต่างๆ จึงมักถูกระดมเข้ามาเพื่อเตรียมผูกเหล็ก เทฐานราก เทคานคอดินเพื่อเร่งงานให้แล้วเสร็จตามที่กำหนดไว้ในสัญญาจ้าง

ดังนั้น กรณีที่พราหมณ์ไม่สามารถหาฤกษ์ได้ในระยะสั้น หรือเกิดเหตุสุดวิสัยที่ไม่สามารถดำเนินการได้ตามฤกษ์ อาจทำให้งานก่อสร้างที่กำลังดำเนินการอย่างต่อเนื่อง หยุดชะงักลง โดยเฉพาะการก่อสร้างชั้นที่ 2 ไม่อาจดำเนินการได้ หากเสาชั้นที่ 1 ยังไม่ได้ถูกก่อสร้างขึ้น และผลกระทบเนื่องจากกรณีนี้ ผู้รับจ้างอาจสามารถใช้สิทธิ์ขอขยายระยะเวลาก่อสร้างออกไปได้ตามจำนวนวันที่สูญเสียไป

อย่างไรก็ดี โดยเฉพาะพิธีวางศิลาฤกษ์นั้น ปัจจุบันยังมีการดัดแปลงออกไป เพื่อให้สะดวกต่อการสร้างโครงการ ไม่ให้เกิดปัญหากระทบกับการดำเนินงานก่อสร้าง และทั้งเพื่อให้สะดวกต่อผู้เข้ามาร่วมในพิธี เพราะเมื่อเป็นสถานที่สำคัญ ก็ย่อมมีผู้เข้ามาเกี่ยวข้องทั้งในขั้นตอนและในพิธีกรรมเป็นจำนวนมาก จึงมีการใช้วิธีสมมติหลุมของเสาเอกเพื่อเอาฤกษ์ ซึ่งแมคเคลเลอร์ไม่ขอกล่าวรายละเอียดในที่นี้

โดยสรุป พิธีกรรมที่ผู้เขียนนำมากล่าวข้างต้นนั้น ถือเป็นเพียงกลุ่มพิธีกรรมที่นิยมใช้ในช่วงเริ่มงานก่อสร้างเท่านั้น แต่พิธีกรรมทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาโครงการ ยังคงมีอีกหลายพิธี เช่น ตั้งศาลพระภูมิ/เจ้าที่ เปิดใช้อาคาร ฯลฯ แต่เนื่องจากพิธีส่วนนี้ ไม่ได้มีผลกระทบต่อการก่อสร้างเท่าใดนัก จึงขอไม่นำมากล่าวถึงในที่นี้

อย่างไรก็ดี พิธีต่างๆ ดังที่กล่าวข้างต้น ผู้ประกอบการหลายรายที่เคยพบเห็นมา อาจให้ความสำคัญในระดับที่แตกต่างกันไป ตัวอย่างเช่น เจ้าของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มหาชนท่านหนึ่ง เล่าให้ผู้เขียนฟังว่า ในการตั้งศาลพระภูมิ/เจ้าที่ ของทุกโครงการที่พัฒนาขึ้นมา จะต้องเชิญร่างทรงท่านหนึ่งมาเป็นผู้ประกอบพิธีกรรมเสมอ ถ้าร่างทรงท่านนี้แนะนำให้ทำอย่างไร ก็จะทำตามโดยไม่มีข้อขัดแย้ง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงแรงศรัทธาที่มีค่อนข้างมาก


ติดตามหนังสือ "บันทึกแมคเคลเลอร์: เผยกลยุทธ์การลงทุนและบริหารการก่อสร้าง โครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์" ได้แล้ววันนี้ ที่ร้านซีเอ็ดบุ๊คเซ็นเตอร์ นายอินทร์ บีทูเอส ศูนย์หนังสือจุฬาฯ และร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ

ดูรายละเอียดได้ที่ >>> http://mckeller.co.th/th/knowledge-and-experience-/mckeller-book-1-1