ผู้บริหารการก่อสร้าง ควบคุมงานก่อสร้างอย่างไร
28 NOV 2020

Author: Sorakrit Punthumontree

ในการบริหารองค์กรหรือบริหารโครงการใดๆ ก็ตาม หากองค์กรหรือโครงการนั้น มีระบบที่ดี ก็เปรียบเสมือนมีน้ำที่ใส หากมีระบบที่ไม่ดี ก็เปรียบเสมือนมีน้ำที่ขุ่นมัว มองลงไปก็ไม่เห็นอะไรที่ชัดเจน กว่าจะค้นพบในสิ่งที่ต้องการ ก็ต้องเสียเวลาหรือเสียทรัพยากรไปมากมาย มีความผิดปกติขึ้นก็ไม่อาจตรวจวัดได้โดยง่าย

      ด้วยเหตุนี้ องค์กรหรือโครงการที่มีระบบที่ดี จึงมักบรรลุ Vision และ Mission ที่ตั้งไว้ เนื่องจาก ช่วยให้กระบวนการทำงานมีประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่ายเนื่องจาก Waste ในด้านต่างๆ เช่น ลดระยะเวลา ลดการแก้ไขงาน ฯลฯ อีกทั้ง หากเกิดความผิดปกติขึ้น ก็จะแสดงอาการให้เห็น ทำให้สามารถจัดการได้ทันท่วงที

      ในการทำงานของผู้บริหารการก่อสร้างก็เช่นกัน จำนวนแรงงานหรือบุคลากรของผู้รับจ้างก่อสร้าง มีจำนวนมากกว่าของผู้บริหารการก่อสร้างหลายเท่าตัว ดังนั้น บุคลากรของผู้บริหารการก่อสร้างจำนวนไม่กี่คน ซึ่งเป็นตัวแทนเจ้าของโครงการ ย่อมไม่สามารถควบคุมหรือตรวจสอบงานก่อสร้างได้ทั่วถึง หากปราศจากระบบที่ดีรองรับ

      ถ้าจะถามว่า แล้วผู้บริหารการก่อสร้างใช้ระบบอย่างไรในการควบคุมการทำงานข้างต้น คำตอบคือ ใช้ระบบที่พัฒนาขึ้นมาจากหลักการ ที่หลายท่านคุ้นเคยกัน คือ มองทุกสิ่งสัมพันธ์กันเป็น Inputs-Process-Output (s) มองเห็นว่าการก่อสร้างโครงการ ให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ จะต้องบริหารจัดการ (Management) โดยนำเอาทรัพยากร 4M ได้แก่ Man, Material, Machine และ Method ไปผ่านกระบวนการก่อสร้าง (Construction Process) จนได้ Output (s) ตามที่ระบุไว้ในสัญญาจ้างก่อสร้างออกมา

      สรุปให้เห็นภาพดัง Construction System Diagram ต่อไปนี้

กระบวนการบริหารและควบคุมงานก่อสร้าง
 

      Diagram ข้างต้น แบ่งออกเป็น 4 องค์ประกอบใหญ่ และยังแบ่งออกเป็นองค์ประกอบย่อยได้อีก กล่าวคือ

  • Inputs ยังแยกออกเป็น Man, Material, Machine และ Method
  • Construction Process ยังแยกย่อยออกเป็นกิจกรรมหรืองานต่างๆ (ศึกษาเพิ่มเติมได้ในเรื่อง ก่อสร้างโครงการ”)
  • Output (s) อาจแยกย่อยได้อย่างเช่น สิ่งก่อสร้างตามแม่แบบ, As-Built Drawing ฯลฯ ตามขอบเขตที่ระบุไว้ในสัญญาจ้าง
  • Management ยังแยกย่อยออกเป็น Plan, Do, Study และ Act (PDSA) เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ขับเคลื่อน Inputs, Process และ Output (s) ให้ผสมผสานและเชื่อมโยงกันอย่างลงตัว จนบรรลุเป้าหมายในที่สุด

      เมื่อศึกษาและทำความเข้าใจ Diagram ข้างต้นดีแล้ว ก็จะทราบได้ไม่ยากว่า ปัญหาใดๆ ก็ตาม ที่เกิดขึ้นในงานก่อสร้าง ย่อมเกิดมาจากองค์ประกอบใน Diagram ข้างต้น ด้อยคุณภาพ หรือมิได้ดำเนินไปอย่างสอดคล้องกัน หรือมองอีกมุมหนึ่งก็คือ องค์ประกอบใน Inputs-Process-Output (s) มีการ Plan, Do, Study, Act อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ไว้ผิดหรือไม่สอดคล้องกัน

      ดังนั้น ระบบการควบคุมงานของผู้บริหารการก่อสร้าง จึงเป็นการควบคุมทุกระดับขององค์ประกอบใน Diagram ให้มีคุณภาพ และดำเนินไปอย่างสอดคล้องกัน มุ่งสู่เป้าหมายที่กำหนดไว้

      และเพื่อให้มั่นใจได้ว่า แต่ละองค์ประกอบผ่านการตรวจสอบคุณภาพจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และดำเนินไปอย่างสอดคล้องกัน ตามลำดับขั้นตอนที่กำหนดไว้ รวมถึงป้องกันการเข้าใจผิดจากการสื่อสารด้วยวาจา ตลอดจนให้ทุกฝ่ายสามารถอ้างอิงหรือพิสูจน์สาเหตุของปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในภายหลัง จึงจำเป็นต้องจัดทำระบบเอกสารขึ้นมารองรับ

      ยกตัวอย่างเอกสารประเภทแบบฟอร์มพื้นฐาน ที่ผู้บริหารการก่อสร้างนิยมใช้กัน ปรากฏดังตารางด้านล่าง ถ้าหากมองในมุมมองของการควบคุม Inputs-Process-Output (s) แล้ว จะเห็นได้ว่า แบบฟอร์มแต่ละชนิดถูกออกแบบมา เพื่อควบคุม Inputs-Process-Output (s) ในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน


ตัวอย่างแบบฟอร์มหลักที่ใช้ควบคุมงานก่อสร้าง

 

      เช่น แบบฟอร์ม Request for Comment and Approval หรือเรียกกันโดยย่อว่า RFA เป็นเอกสารที่สร้างขึ้นมา มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อตรวจสอบองค์ประกอบต่างๆ ก่อนนำมาใช้งาน โดยคำนึงถึงว่า สามารถทำให้เป้าหมายบรรลุผลได้หรือไม่ เช่น

  • Man คือ บุคลากรและแรงงานของผู้รับจ้างก่อสร้าง ควบคุมให้มีความสามารถและมีจำนวนที่เพียงพอในการดำเนินโครงการ
  • Material คือ วัสดุ/อุปกรณ์ที่ใช้ ควบคุมให้มีคุณภาพและเป็นไปตามที่ผู้ออกแบบกำหนดไว้
  • Method คือ วิธีการที่ใช้ในการก่อสร้าง ควบคุมให้ถูกต้องตามหลักวิชาการและอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ผู้ออกแบบกำหนดไว้ เช่น มีมาตรการด้านความปลอดภัยที่รัดกุม, มีแบบสนาม (Shop Drawings) ที่ชัดเจน ฯลฯ

      ในขั้นตอนการทำงาน ผู้รับจ้างก่อสร้างจะต้องกรอกข้อมูลในแบบฟอร์ม RFA ดังกล่าว พร้อมทั้งแนบเอกสารที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำส่งให้ผู้บริหารการก่อสร้างตรวจสอบและอนุมัติ ก่อนนำไปดำเนินการ เช่น ก่อนที่ผู้รับจ้างจะสั่งซื้อ Material มาใช้ในงานก่อสร้าง โดยทั่วไป จะต้องนำส่งเอกสารแสดงคุณสมบัติของ Material ชนิดนั้น พร้อมตัวอย่าง (ในบางกรณี) มาให้ผู้บริหารการก่อสร้างตรวจสอบ โดยใช้แบบฟอร์ม RFA ประกอบการนำส่ง หากผู้บริหารการก่อสร้างตรวจสอบแล้วเห็นว่าเป็นไปตามที่ผู้ออกแบบกำหนดไว้และมีคุณภาพ ก็จะทำการอนุมัติให้ผู้รับจ้างนำไปดำเนินการสั่งซื้อต่อไป

      อย่างไรก็ดี Material ที่ได้รับอนุมัติจากผู้บริหารการก่อสร้างข้างต้น หลังจากที่ผู้รับจ้างสั่งซื้อและนำเข้ามาในหน่วยงานก่อสร้าง จะต้องขอให้ผู้บริหารการก่อสร้างทำการตรวจสอบก่อนว่า Material ที่นำเข้ามาใช้งานนั้น เป็นไปตามเงื่อนไขที่ได้รับอนุมัติจาก RFA หรือไม่ โดยขอให้ทำการตรวจสอบผ่านแบบฟอร์ม Equipment and Material on Site Inspection

      ต่อมา หากปรากฏว่า Material ที่ผ่านการตรวจสอบข้างต้น เมื่อนำมากองเก็บไว้ในหน่วยงานก่อสร้าง เกิดการเสื่อมสภาพ เช่น เหล็กเกิดสนิมขุม ฯลฯ จนผู้บริหารการก่อสร้างเห็นว่ามีคุณสมบัติไม่เพียงพอในการนำมาใช้งาน ผู้บริหารการก่อสร้างก็จะต้องออกเอกสาร NCR โดยใช้แบบฟอร์ม Nonconformance Report เพื่อห้ามใช้ Material นั้น หรือให้ผู้รับจ้างทำการแก้ไขก่อนนำมาใช้งาน นอกจากนี้ ผู้รับจ้างยังต้องเสนอมาตรการป้องกันการเกิดซ้ำ ตามที่ระบุไว้ในแบบฟอร์ม NCR อีกด้วย

      จากนั้น เมื่อผู้รับจ้างนำ Materials ต่างๆ มาดำเนินการตาม Process ก็จะต้องขอให้ผู้บริหารการก่อสร้างไปตรวจสอบงานเป็นขั้นๆ ตามจุดตรวจสอบที่ระบุไว้ ว่าในแต่ละขั้น เป็นไปตามที่กำหนดไว้หรือไม่ โดยผู้รับจ้างก่อสร้างจะต้องขอให้ทำการตรวจสอบ ผ่านแบบฟอร์ม Request for Inspection  

      ทั้งนี้ ในการตรวจสอบ ผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องเข้าใจหลักสำคัญ 2 ประการ คือ 

  • เมื่องานถูกปิด/กลบ/บดบังไปแล้ว ก็ไม่อาจตรวจสอบสิ่งที่อยู่ภายในได้ว่า มีการใช้ Materials ถูกต้องจริง มีคุณภาพ และ Method การดำเนินการ เป็นไปตามที่กำหนดไว้หรือไม่ เช่น เมื่อเทคอนกรีตแล้วย่อมไม่เห็นเหล็กที่อยู่ภายใน หรือเมื่อฉาบปูนที่ผนังแล้วย่อมไม่เห็นท่อที่เดินอยู่ภายใน หรือเมื่อปิดฝ้าเพดานแล้วย่อมไม่เห็นงานระบบที่เดินใต้ท้องพื้น ฯลฯ ดังนั้น ผู้บริหารการก่อสร้างจะตรวจสอบงาน แต่เพียงตอนที่แล้วเสร็จไม่ได้

หลังจากเทคอนกรีตแล้ว ก็ไม่อาจทราบได้ว่าเหล็กที่อยู่ภายใน มีขนาดถูกต้องตามแบบ มีการวางตำแหน่งถูกต้อง เปื้อนน้ำมัน มีสนิมขุมหรือไม่

  • แม้ว่าผู้บริหารการก่อสร้าง จะได้ตรวจสอบก่อนการปิด/กลบ/บดบังแล้วก็ตาม แต่ถ้างานได้ดำเนินการไปแล้วหลายขั้น เมื่อพบว่างานขั้นแรกมีข้อบกพร่อง ก็จะต้องเสียเวลารื้อถอนงานขั้นอื่นๆ ที่ทำไปแล้วด้วย ทำให้เสี่ยงต่อการกระทบเป้าหมายของโครงการ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องกำหนดจุดตรวจสอบแยกออกเป็นขั้นๆ

      ทั้งนี้ ในงานหนึ่งๆ นิยมแบ่งจุดตรวจสอบขั้นต่างๆ ออกเป็น 3 ช่วง ได้แก่ ช่วงก่อนการทำงาน (ตรวจการเตรียมงาน) ช่วงระหว่างการทำงาน และช่วงหลังการทำงาน (ตรวจผลงานที่ทำแล้วเสร็จ)   

      กรณีการใช้งาน Machine ก็เช่นกัน ผู้รับจ้างจะต้องส่งมอบเอกสารรับรองความปลอดภัยในการใช้งานเครื่องจักรตามที่ผู้บริหารการก่อสร้างกำหนด โดยอาจแนบมากับแบบฟอร์ม Equipment and Material on Site Inspection   

   

ข้อความที่ระบุในใบรับรองฯ เครื่องจักร

      เท่าที่นำแบบฟอร์มบางชนิดมาแสดงข้างต้น แมคเคลเลอร์ต้องการชี้ให้เห็นว่า แบบฟอร์มทั้งหมดที่กำหนดขึ้นนั้น มีวัตถุประสงค์ของแต่ละแบบฟอร์ม และมีการเชื่อมโยงกันเป็นระบบ ทั้งนี้ ก็เพื่อต้องการควบคุม Inputs-Process-Output (s) ให้มีการ PDSA เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

      แล้วหากจะถามว่า ผู้รับจ้างจะทราบได้อย่างไรว่า จะต้องขออนุมัติหรือขอให้ทำการตรวจสอบต่อผู้บริหารการก่อสร้าง ในเรื่องใดและเวลาใดบ้าง คำตอบคือ โดยปกติในการควบคุมงานก่อสร้าง ผู้บริหารการก่อสร้างจะต้องกำหนดเอกสาร Inspection and Test Plan หรือเรียกกันย่อๆ ว่า ITP  ซึ่งระบุรายละเอียดดังกล่าวไว้ สำหรับให้ผู้รับจ้างปฏิบัติตาม ซึ่งโดยทั่วไปจะมีการแจ้งให้ทราบในการประชุมเพื่อเริ่มงานก่อสร้าง ( Kick-Off Meeting) นั่นเอง

      จะเห็นได้ว่า ผู้บริหารการก่อสร้างจะดำเนินการอย่างเป็นระบบ เพื่อควบคุมการทำงานของผู้รับจ้างก่อสร้าง และระบบที่สร้างขึ้นนั้น จะต้องเป็นระบบที่มีกระบวนการเชิงป้องกันปัญหา (Preventive Action) เป็นหลัก ทั้งนี้ ระบบดังกล่าวอาจมีรายละเอียดแตกต่างกันไปตามนโยบายของผู้บริหารการก่อสร้างแต่ละราย