ปัญหาที่เกิดจากการขาดผู้บริหารการก่อสร้าง
29 NOV 2020

Author: Sorakrit Punthumontree

      เคยมีผู้เปรียบเทียบองค์ประกอบของสิ่งก่อสร้าง กับส่วนต่างๆ ของร่างกายคนเราไว้ว่า

      รูปกายภายนอก                      เปรียบเสมือนงานสถาปัตยกรรม

      โครงกระดูก                           เปรียบเสมือนงานโครงสร้าง

      ระบบหล่อเลี้ยงขับถ่าย             เปรียบเสมือนงานสุขาภิบาล

      ระบบประสาท                        เปรียบเสมือนงานไฟฟ้า

      จากบทเปรียบเทียบข้างต้น เมื่อกล่าวถึงเฉพาะร่างกายของคนเรา ท่านผู้อ่านคงจะทราบดีว่า แม้คนเราจะมีร่างกายภายนอกที่สวยงาม แต่หากมีโครงกระดูก ระบบหล่อเลี้ยงขับถ่าย หรือระบบประสาทที่ผิดปกติ หรือเกิดโรคในส่วนนั้นๆ แล้ว สุขภาพร่างกายก็อาจไม่แข็งแรง อายุสั้น มีโรคเรื้อรัง และหากความผิดปกติเกิดที่อวัยวะสำคัญแล้ว ก็อาจถึงแก่ชีวิตได้      

      งานก่อสร้างก็เช่นกัน ในขณะที่รับมอบงานจากผู้รับจ้างก่อสร้าง งานสถาปัตยกรรมที่เปรียบเสมือนรูปกายภายนอก อาจดูสวยงามดี แต่ถ้าองค์ประกอบที่อยู่ภายใน เช่น งานโครงสร้าง  งานไฟฟ้า ซึ่งถูกปิดหรือกลบไปหมดแล้ว มีความบกพร่อง ในระหว่างการใช้งานก็อาจพบปัญหาต่างๆ ตามมา ไม่ต่างจากร่างกายคนเรา เช่น

  • รับน้ำหนักไม่ได้ตามที่ออกแบบไว้ ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น
  • ใช้เหล็กเสริมคอนกรีตที่มีชั้นคุณภาพต่ำกว่าที่ผู้ออกแบบกำหนดไว้ เป็นต้นว่า แบบก่อสร้างกำหนดให้ใช้เหล็ก SD40 แต่มีการใช้เหล็ก SD30 ซึ่งมีราคาถูกกว่าและรับน้ำหนักได้น้อยกว่า

     

เหล็กเสริมคอนกรีตจะมีชั้นคุณภาพกำกับ

  • ใช้คอนกรีตที่มีกำลังอัดต่ำกว่าที่ผู้ออกแบบกำหนดไว้ ทำให้อาคารสุ่มเสี่ยงต่อการวิบัติตามมา อีกทั้งราคาของคอนกรีตที่มีกำลังอัดต่ำกว่าย่อมถูกกว่า ส่งผลให้เจ้าของโครงการชำระค่าจ้างแพงเกินจริง
  • ใช้เหล็กเสริมคอนกรีตที่เกิดสนิมขุม (Pitting Corrosion) ซึ่งเป็นเหล็กที่ไม่มีคุณภาพเพียงพอในการนำมาใช้งาน อาจเกิดปัญหาตามมา เช่น เกิดการรูดตัวในขณะรับแรง เพราะไม่สามารถยึดเกาะกับคอนกรีต (Bonding) ได้ตามที่ออกแบบไว้

        หมายเหตุ: โดยปกติเหล็กเสริมที่อยู่ในคอนกรีต จะถูกปกป้องไม่ให้เกิดสนิมจากความเป็นด่างที่สูงของคอนกรีต จึงเป็นเหตุผลให้เหล็กเสริมจะต้องมีระยะหุ้มของคอนกรีต (Covering) ที่เพียงพอ และยังเป็นสาเหตุที่ทำให้โครงสร้างที่อยู่ใกล้ทะเลเกิดสนิมได้ง่าย เนื่องจากคลอไรด์ที่ซึมผ่านเข้าไปในคอนกรีตจะลดความเป็นด่างของคอนกรีตลง          

สนิมขุมที่เกิดขึ้นกับเหล็กเสริมคอนกรีต

  • วางเหล็กเสริมผิดตำแหน่ง ส่งผลให้โครงสร้างไม่สามารถรับน้ำหนักได้ตามที่ผู้ออกแบบกำหนดไว้
  • อายุการใช้งานของสิ่งก่อสร้างลดลง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ สิ่งก่อสร้างเกิดการเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ ทำให้เจ้าของโครงการต้องเสียค่าบำรุงรักษา สูงกว่าที่ควรจะเป็น
  • พบปัญหาเรื้อรัง ที่ต้องซ่อมแซมอยู่เสมอ เช่น น้ำรั่วซึมตามข้อต่อท่อที่ฝังอยู่ภายในอาคาร กระเบื้องแตกร้าวจากปูนทรายที่ไม่เต็มแผ่น ฯลฯ
  • เกิดการพังทลายหรืออัตราส่วนความปลอดภัยลดลง ซึ่งประเด็นนี้ มักปรากฏให้เห็นเป็นข่าวอยู่เสมอ

      ดังนั้น ในงานก่อสร้างใดๆ ที่มีผู้บริหารการก่อสร้าง จึงมีหลักสำคัญอันหนึ่งว่า ก่อนที่ผู้รับจ้างก่อสร้างจะทำการปิด/กลบ/หรือบดบังงานใดๆ จะต้องให้ผู้บริหารการก่อสร้างไปตรวจสอบเสียก่อน เช่น ก่อนการกลบดิน ก่อนเทคอนกรีต ก่อนฉาบปูน ก่อนปิดฝ้าเพดาน ฯลฯ

หากเทคอนกรีตไปแล้ว ก็ไม่อาจทราบได้ว่ามีการใช้เหล็กที่มีขนาดหรือชั้นคุณภาพถูกต้องหรือไม่ เปื้อนน้ำมันหรือไม่ มีการวางตำแหน่งถูกต้องหรือไม่

งานระบบท่อสุขาภิบาล หากฉาบปูนและปิดฝ้าเพดานไปแล้ว ก็อาจตรวจสอบความถูกต้องได้ยาก

      ถ้าจะถามว่า แรงจูงใจใดที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ข้างต้น สามารถตอบได้ว่า เกิดมาจากอารมณ์ของคนเราที่มักอยู่เหนือเหตุผล ซึ่งมีทั้งอารมณ์ที่ต้องการและอารมณ์ที่ไม่ต้องการ ดังต่อไปนี้ (ศึกษาเพิ่มเติมได้ในเรื่อง “อารมณ์มักอยู่เหนือเหตุผล)

|  อารมณ์ที่ต้องการ

      ในการดำเนินธุรกิจใดๆ ก็ตาม ย่อมเป็นที่ทราบกันดีว่า เจ้าของธุรกิจย่อมต้องการให้ธุรกิจที่ตนเองลงทุนมีผลกำไรสูงที่สุด ซึ่งมาจาก รายได้สูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ หักด้วยค่าใช้จ่ายต่ำสุดเท่าที่จะเป็นไปได้

      การรับจ้างก่อสร้างก็เช่นกัน ผู้รับจ้างย่อมมีความต้องการให้รายได้ค่าก่อสร้างของตนมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ (จึงเป็นเหตุที่เจ้าของโครงการต้องจัดประมูล เพื่อหาราคาที่เหมาะสม) และต้องการให้ค่าใช้จ่ายของตนต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

      ความต้องการประการสุดท้ายนี้เอง เป็นที่มาของวิธีการประหยัดค่าใช้จ่าย 2 วิธี ได้แก่

  • ประหยัดค่าใช้จ่ายโดยถูกต้อง เช่น ใช้เหล็กเส้นให้เหลือเศษน้อยที่สุด หรือเข้าแบบหล่อคอนกรีตให้ได้ระยะพอดี เพื่อควบคุมการใช้ปริมาณคอนกรีตให้น้อยที่สุด หรือควบคุมปริมาณการใช้น้ำยาทาแบบให้น้อยที่สุด โดยพยายามทาให้มีความบางพอเหมาะ
  • ประหยัดค่าใช้จ่ายโดยไม่ถูกต้อง เช่น ใช้วัสดุ/อุปกรณ์ที่มีคุณภาพต่ำกว่าที่ผู้ออกแบบกำหนดไว้ (Material) ใช้แรงงานที่ขาดความรู้/ความชำนาญ หรือมีจำนวนที่น้อยเกินไป (Man) ใช้เครื่องจักรที่ด้อยประสิทธิภาพหรือขาดการบำรุงรักษา (Machine) ใช้วิธีการทำงานที่ผิดหลักวิชาการ (Method)

      อย่างไรก็ดี แม้ว่าการประหยัดค่าใช้จ่ายในวิธีแรก จะมีแนวคิดที่ถูกต้องก็ตาม แต่หากไม่ได้รับการควบคุมที่ดี ก็อาจสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้งานก่อสร้าง ไม่เป็นไปตามหลักวิชาการหรือที่ผู้ออกแบบระบุไว้ เช่น หน้าตัดของชิ้นงานเล็กกว่าที่กำหนด ชิ้นงานติดแบบหล่อจากการใช้น้ำยาทาแบบน้อยเกินไป ทำให้ต้องมีการซ่อมแซมผิวตามมา ส่งผลให้ความทนทานถูกบั่นทอนลงไป ฯลฯ

      ส่วนการประหยัดค่าใช้จ่ายในวิธีที่สอง อาจเกิดขึ้นได้กับผู้รับจ้างก่อสร้างบางราย ถ้าไม่ได้มีการควบคุมแล้ว ย่อมสร้างความเสียหายต่อเป้าหมายที่วางไว้ ได้แก่ Time, Cost, Quality และ Scope

|  อารมณ์ที่ไม่ต้องการ

      คนเราโดยทั่วไปย่อมไม่ต้องการทำงานที่ยุ่งยากหรือซับซ้อน ตากแดด ตากฝน ปีนป่ายเปรอะเปื้อน ยกของหนัก แต่งานก่อสร้างกลับมีลักษณะเช่นนั้น ดังนั้น แม้ว่าแรงงานจะเข้าใจด้วยเหตุผลก็ตามว่า สิ่งที่ถูกต้องเป็นอย่างไร แต่ด้วยอารมณ์ที่ไม่ต้องการทำงานที่มีลักษณะข้างต้น จึงอาจละเลย หลีกเลี่ยงการแก้ไข หรือแม้แต่แก้ไขไปอย่างผิดหลักวิชาการก็เป็นได้  จึงเป็นเหตุที่จำเป็นต้องมีหัวหน้างานและตัวแทนเจ้าของโครงการ คอยตรวจสอบความถูกต้อง

      นอกจากกิจกรรมในช่วงการก่อสร้าง ควรได้รับการควบคุมและบริหารจัดการดังเหตุผลที่กล่าวมา กิจกรรมในช่วงก่อนการก่อสร้าง เช่น งานสรรหาผู้รับจ้างก่อสร้าง และกิจกรรมในช่วงหลังการก่อสร้าง เช่น ตรวจสอบแบบก่อสร้างจริง (As-Built Drawing) ถ้าเกิดความผิดพลาดหรือขาดความสมบูรณ์เพียงพอ ก็จะก่อให้เกิดปัญหากระทบกันไปเป็นลูกโซ่

      ดังนั้น ผู้บริหารการก่อสร้าง (หรือวิศวกรที่ปรึกษา หรือที่ปรึกษางานก่อสร้าง) จึงเข้ามามีบทบาท ในการควบคุมและบริหารกิจกรรมต่างๆ ในทุกช่วงของโครงการ ให้มีคุณภาพและดำเนินไปอย่างสอดคล้องกัน มุ่งสู่เป้าหมายของโครงการ ตลอดจนรักษาผลประโยชน์ให้เจ้าของโครงการ โดยใช้หลักว่า ได้ในสิ่งที่ควรได้และปกป้องในสิ่งที่ไม่ควรเสีย ได้แก่

  • ช่วงก่อนการก่อสร้าง (Pre-Construction Phase) เช่น ร่วมให้ความเห็นในขั้นตอนการออกแบบเพื่อช่วยให้งานก่อสร้างเป็นไปอย่างราบรื่นและประหยัดต้นทุน, จัดประมูลเพื่อสรรหาผู้รับจ้างก่อสร้างที่เหมาะสม, ร่างสัญญาจ้างฝ่ายต่างๆ ให้รัดกุม ฯลฯ
  • ช่วงการก่อสร้าง (Construction Phase) เช่น จัดบุคลากรประจำที่หน่วยงานก่อสร้าง เพื่อควบคุมการทำงานของผู้รับจ้าง ให้มีคุณภาพและเป็นไปตามสัญญาจ้าง, ตรวจสอบการเบิกงวดเงิน ฯลฯ
  • ช่วงหลังการก่อสร้าง (Post-Construction Phase) เช่น ร่วมทดสอบระบบต่างๆ ว่าใช้งานได้ดีหรือไม่, ตรวจสอบ As-Built Drawings ว่ามีการจัดทำตรงตามสภาพงานจริงหรือไม่ เพื่อประโยชน์ในการใช้ประกอบการบำรุงรักษาอาคาร หรือการ Renovate อาคารในอนาคต ฯลฯ

      ผู้บริหารการก่อสร้างมีบทบาทในการควบคุมและบริหารกิจกรรมต่างๆ ในทุกช่วงของโครงการ


      โดยสรุป ผลกระทบทางตรงจากกระบวนการก่อสร้างที่ขาดผู้บริหารการก่อสร้าง ย่อมมีความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาต่างๆ ดังที่กล่าวมา ในขณะที่เจ้าของโครงการต้องชำระค่าจ้างตามปกติ นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบทางอ้อม คือ ทำให้ต้นทุนการขายและการตลาดสูงขึ้นอีกด้วย

      เพราะเหตุว่า การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าจะเพื่อขายหรือให้เช่าก็ตาม เจ้าของโครงการย่อมมิได้เป็นผู้ใช้งานเอง หากแต่ผู้ใช้งานจริงคือลูกค้าของโครงการ ดังนั้น ถ้าสินค้าที่ส่งมอบขาดคุณภาพและสร้างภาระให้แก่ผู้ใช้แล้ว ย่อมบั่นทอนชื่อเสียงของเจ้าของโครงการ นำไปสู่ต้นทุนการขายและการตลาดที่สูงขึ้นเรื่อยๆ 

      ดังที่มีผลงานวิจัยสำคัญชิ้นหนึ่งได้สรุปว่า เมื่อลูกค้าไม่พอใจในสินค้าหรือบริการ กว่า 90% จะไม่ไปต่อว่ากับผู้ขาย แต่จะระบายกับญาติสนิทมิตรสหาย ในลักษณะปากต่อปาก โดยที่ผู้ขายไม่มีโอกาสได้ชี้แจงเลย

      อย่างไรก็ดี เจ้าของโครงการอาจจัดทีมงานของตนเอง เพื่อทำหน้าที่ทั้งหมดข้างต้นก็ได้ แต่ควรตระหนักว่า การใช้ผู้บริหารการก่อสร้างที่เป็นทีมที่ปรึกษาจากภายนอก อาจช่วยเพิ่มอัตราผลตอบแทนของโครงการ อย่างน้อยด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

  • เคยผ่านการให้บริการลูกค้ามาหลายราย จึงมีประสบการณ์ที่รับการพิสูจน์แล้วจากแนวคิดของลูกค้าแต่ละราย จึงสามารถนำมาผนวกเพื่อประยุกต์ใช้ ให้เป็นประโยชน์ในการสร้างรายได้ และลดค่าใช้จ่ายให้กับเจ้าของโครงการได้
  • มักจะสรรหาผู้รับจ้างก่อสร้างที่มีศักยภาพและคุณภาพได้ง่ายกว่าเจ้าของโครงการ เนื่องจากเคยเห็นผลงานการก่อสร้าง จากการร่วมงานกันในโครงการที่ผ่านมา และโดยทั่วไป ผู้รับจ้างก่อสร้างจะให้ความร่วมมือในการเข้าร่วมประมูลหรือกระบวนสรรหาที่จัดขึ้น เพราะหากปฏิเสธงาน ก็อาจไม่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมเสนองานในโครงการถัดๆ ไป และเมื่อผู้รับจ้างมีศักยภาพและคุณภาพ ค่าใช้จ่ายของโครงการก็ควบคุมได้ง่าย
  • มักจะทำให้ลูกค้าที่ซื้อหรือเช่าโครงการ ตัดสินใจซื้อหรือเช่าง่ายขึ้น เพราะเชื่อว่าการใช้ทีมงานที่เป็น Third Party จากภายนอก จะรักษาชื่อเสียงของตน ไม่ปล่อยให้งานที่ขาดคุณภาพหลุดออกไปสู่ภายนอก